[bp_title][/bp_title]

    [bp_date format=”F j, Y”][/bp_date]

    เมื่อถึงคราวที่ต้องสอนให้ลูกอ่านภาษาอังกฤษออก พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะพาลูกเรียนรู้จักชื่อตัวอักษรก่อนด้วยการใช้สื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น บล็อกตัวอักษร หนังสือ ภาพประกอบ เป็นต้น ในขณะที่เรามีความตั้งใจดี พ่อแม่ส่วนใหญ่อาจทำให้ลูกได้ประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็นสำหรับการปูพื้นฐานการอ่าน นี่เป็นเพราะว่าพวกเขาสอนชื่อของตัวอักษรก่อน เช่น A – เอ, B – บี, C – ซี หรือแม้แต่โรงเรียนในหลายแห่งก็ยังมีการสอนเด็ก ๆ ให้จำตัวอักษรและชื่อเรียกคำศัพท์เพื่อคู่กับตัวอักษรนั้น ยกตัวอย่างเช่น A- เอแอ๊นท์(Ant) มด B- บีเบิร์ด (Bird) นก C- ซีแคทแมว เป็นต้น เด็กไทยได้เรียนรู้แบบท่องจำชื่อตัวอักษรและคำศัพท์คู่กันมาเป็นชุด พวกเขาอาจจะทราบว่าความหมายของคำศัพท์บางส่วนนั้นคืออะไรก็จริง แต่กลับไม่สามารถอ่านออก หรือสื่อสารได้ บางคนจบมหาวิทยาลัยแล้วยังไม่สามารถอ่านภาษาอังกฤษออกได้ถูกต้องเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น การเรียนรู้ชื่อตัวอักษรก่อนทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะอ่านออกเขียนได้น้อยมาก 

    [bp_image image_id=”1607″ position=”center”][/bp_image]

    ภาพจาก https://athome.readinghorizons.com/reading-academy/phonemic-awareness

    จากภาพพีระมิด แสดงให้เห็นว่าการที่เราจะอ่านออกในระดับที่ตีความหมายและเข้าใจได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอนทั้ง 5 กระบวนการเสียก่อน ซึ่งเริ่มจาก phonemic awareness คือการรับรู้เสียงอักษรและต่อไปขั้นที่สอง นั่นคือ phonics/decoding ขั้นตอนนี้เป็นส่วนสำคัญอย่างมากที่จะทำให้เราสามารถสะกดคำได้และเกิดความมั่นใจจนไปต่อขั้น fluency ตามด้วย vocabulary ที่เกิดการสะสมคลังคำศัพท์และเลือกสรรไปใช้ และท้ายที่สุดคือ comprehension คือการเกิดความเข้าใจในการสื่อสาร  การเรียนรู้แบบที่คนไทยจำนวนมากได้มาก็คือ ท่องจำเป็นชุด A- แอ๊นท์(Ant) มด B- เบิร์ด (นก) เป็นต้น ซึ่งเด็กจะจำได้ว่าความหมายคืออะไรก็จริงแต่ไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้หากต้องถอดรหัสเพื่อสะกดคำและอ่านคำที่ไม่คุ้นเคย วิธีการนี้เสมือนลัดขั้นไปที่ fluency แล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยว่าทำไม ผลการใช้ทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

    จากคอลัมน์ คนเดินตรอก โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ระบุไว้ว่าเมื่อมีการวัดผลความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ฟัง พูด อ่านและเขียน เทียบกับประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่จำนวน 80 ประเทศ อันดับของประเทศไทยรั้งท้ายอยู่ที่ 53 คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้จักวิธีการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ช่วยให้ไปถึงระดับความสามารถในการสื่อสาร  เป็นไปได้ไหมว่าที่เราได้เรียนรู้กันมาแบบผิด ๆ

    Phonics คืออะไร?

    มีงานวิจัยระบุว่าการสอน phonics นั้นสำคัญมากกว่าการที่เด็กจะรู้จักว่าตัวอักษรชื่ออะไร ในเวลาเดียวกัน มันก็สำคัญด้วยเช่นกันที่เด็กจะเรียนรู้ชื่อตัวอักษรไปพร้อม ๆ กันกับเรียนรู้เรื่อง phonics และการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่รับรองว่าระบบการเรียนการสอนด้วย phonics นั้นเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่จะสอนให้เด็กเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษ ถ้าไม่ใช่ด้วยวิธีนี้ เด็กบางคนจะจบลงด้วยการมีความบกพร่องทางด้านการอ่านอย่างร้ายแรง แต่ระบบการเรียนการสอนแบบ phonics คืออะไรกันแน่?

    Phonics เป็นการสอนเด็กให้รู้จักเสียงของแต่ละตัวอักษรหรือกลุ่มตัวอักษร เช่น ตัว “c” จะออกเสียง k”  และการสอนเด็กที่จะแยกเสียงตัวอักษรเพื่อผสมคำ เช่น เสียง k, a, t  สร้างเป็นคำว่า CAT  ซึ่งการสอนแบบนี้อ้างอิงมาจาก “synthetic phonics” สำหรับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของชาติเจ้าของภาษานั้น Synthetic Phonics คือเครื่องมือสำหรับการเรียนการสอนเรื่องเสียงของพยัญชนะและสระตลอดจน การออกเสียงอย่างถูกต้อง และ การสะกดคำอย่างมีประสิทธิภาพที่กระทรวงศึกษาธิการแห่งสหราชอาณาจักรได้ระบุให้เป็นเครื่องมือหลักในหลักสูตรแกนกลางแห่งชาติ (Department of Education, 2013) ในระดับชั้นเด็กเล็กสำหรับโรงเรียนของระบบอังกฤษทั่วโลก

    ทำไมการสอน phonics สำคัญ?

    เนื่องจากภาษาอังกฤษนั้นมีระบบการสะกดคำที่ค่อนข้างซับซ้อน ฉะนั้นการสอนเด็กให้รู้จักภาพใหญ่ของหน่วยเสียงตัวอักษรอย่างเป็นระบบจะช่วยให้เด็กนั้นสามารถผสมคำที่ซับซ้อนได้ การสอน phonics ทำให้เด็ก ๆ สามารถ “decode” หรือ ถอดรหัสตัวอักษรสู่ระบบเสียงของแต่ละตัวอักษรได้ ซึ่งทักษะนี้จำเป็นอย่างยิ่งในการที่พวกเขาจะสามารถอ่านออกแม้เป็นคำที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

    การสอน phonics จึงเปรียบเสมือนกระดุมเม็ดแรกที่หากครูหรือผู้ปกครองติดให้เด็กผิดแล้ว การแก้ไขในตอนที่พวกเขาโตขึ้นก็จะยากขึ้นไปอีกมาก เริ่มสอน phonics ลูกตั้งแต่วันนี้ งานวิจัยยืนยันว่าการเรียนภาษาใหม่ตั้งแต่อายุ 3-8 ปี เป็นช่วงเวลาที่มีประสิทธิภาพที่สุด ถ้ายังไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นจากที่ไหน ลองดูที่ Galaxy Kids หนึ่งในผู้ผลิตสื่อการเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กที่มีประสิทธิภาพ มีแอปพลิเคชันที่เด็กๆและผู้ปกครองสามารถสนุกไปพร้อมกับการฝึกภาษากับเจ้าของภาษา เกม และได้ฝึกพูดโต้ตอบกับตัวการ์ตูนได้อย่างเป็นธรรมชาติ

    Related Posts

    คอร์สเรียนออนไลน์ภาษาอังกฤษเด็ก

    ฝึกภาษาอังกฤษเด็กออนไลน์ให้ได้เทียบเท่าโรงเรียนนานาชาติ

    สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีคำถามว่าลูกของเราจะเก่งภาษาอังกฤษได้อย่างไร ปัจจุบันนี้มีคอร์สเรียนออนไลน์ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กๆ ที่สอนและให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับคุณพ่อคุณแม่

    ลิสต์นิทานก่อนนอนสำหรับเด็กเพื่อฝึกภาษาอังกฤษ

        นิทานก่อนนอนไม่ได้ดีแค่สำหรับเด็กเล็กเท่านั้นแต่เด็กที่โตแล้วก็ได้ประโยชน์จากการฟังนิทานก่อนนอนเช่นกัน เชื่อว่าหลาย ๆ ครอบครัวทั่วโลกใช้นิทานก่อนนอนในการส่งลูกเข้านอน แต่รู้หรือไม่ว่านิทานก่อนนอนนั้นมีข้อดีมากมายสำหรับเด็ก นิทานก่อนนอนจะช่วยฝึกพัฒนาด้านการเล่าเรื่องของเด็ก ๆ และนิทานก่อนนอนภาษาอังกฤษยังเป็นตัวช่วยที่ดีในการฝึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษอีกด้วย จากการศึกษาพบว่าการที่ผู้ปกครองอ่านนิทานเป็นภาษาอังกฤษให้ลูกฟังเป็นภาษาอังกฤษจะทำให้ลูกมีแนวโน้มที่มีผลการเรียนที่ดีขึ้นในโรงเรียน นิทานก่อนนอนภาษาอังฤษนอกจากจะช่วยฝึกภาษาแล้วยังทำให้เด็ก ๆ รู้สึกสนุกและสนใจมากขึ้นด้วย แต่อย่างน้อยที่สุดนิทานก่อนนอนจะช่วยให้การนอนของเด็ก ๆ ดีขึ้น ข้อดีของการอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง มีข้อดีมากมายของการอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง มาดูกันเลย เสริมสร้างพัฒนาการด้านภาษา: นิทานก่อนนอนภาษาอังกฤษจะช่วยเกล้าพัฒนาการด้านการอ่านและการเขียน การทำความเข้าใจ, คำศัพท์ และอื่น ๆ อีกมากมาย การอ่านนิทานก่อนนอนด้วยบรรยากาศที่สนุกสนานเป็นสิ่งที่สำคัญในการที่จะช่วยเสริมให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เสริมสร้างจิตนาการ: จินตนาการจะช่วยทำให้เด็กเห็นภาพที่กว้างมากขึ้น เห็นเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น และช่วยส่งผลให้สำเร็จในอนาคต นิทานจะช่วยเปิดใจและด้วยการกระตุ้นส่วนต่างๆของสมองส่วนประมวลผลการจินตนาการ นอกจากนี้นิทานก่อนก่อนยังช่วยให้สร้างสรรค์แรงบันดาลใจที่จะส่งผลดีในอนาคตอีกด้วย เสริมสร้างการรักการอ่าน: เมื่อเด็ก ๆ สนุกกับนิทานก่อนนอน จะช่วยให้เด็ก ๆ รักการอ่านมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การอ่านนิทานภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษจะช่วยเพิ่มทักษะการอ่านและความเข้าใจซึ่งจะกระตุ้นให้เด็ก ๆ อ่านหนังสือภาษาอังกฤษมากขึ้นด้วยตนเอง เสริมสร้างคำศัพท์ให้มากขึ้น: ความสามารถด้านภาษาอังกฤษนั้นขึ้นอยู่กับคำศัพท์ที่เข้าใจ ยิ่งมีคลังคำศัพท์มากก็ยิ่งทำให้ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมากขึ้นไม่เพียงแค่การพูด แต่เป็นการอ่านและอ่านเขียนด้วย นิทานแต่ละเรื่องจะช่วยเปิดคลังคำศัพท์ในหมวดใหม่ ๆ ให้กับเด็ก ๆ […]
    ฝึกเด็กพูดภาษาอังกฤษผ่านแอป

    ฝึกเด็กพูดภาษาอังกฤษผ่านแอป ตัวช่วยใหม่ให้ลูกได้สำเนียงเจ้าของภาษา

    [bp_image image_id=”1823″ position=”center”][/bp_image] ภาษาอังกฤษในการพูดกับสำเนียงการพูดนั้นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ปกครองหรือคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจก่อนที่จะตัดสินใจเลือกคอร์สเรียนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ ถ้าหากถามว่าเพราะอะไรถึงต้องดูก่อน นั่นก็เพราะว่า การเลือกสำเนียงภาษาให้กับลูกนั้นจะเป็นตัวช่วยในการเลือกโปรแกรมเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กให้สะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะทั้งของฝั่งอเมริกันและฝั่งบริทิชนั้น จะมีการออกเสียงที่แตกต่างกันและมีการสะกดคำที่ต่างกัน ถ้าหากให้เด็กเรียนผสมกันก็อาจจะทำให้สับสนได้ การฝึกเด็กพูดภาษาอังกฤษผ่านแอปนั้นจะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเกิดความสับสนขณะที่อ่านออกเสียงคำศัพท์ต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง ภาษาอังกฤษและสำเนียงของฝั่งอเมริกันและฝั่งบริทิชแตกต่างกันอย่างไร [bp_image image_id=”1820″ position=”center”][/bp_image] ความแตกต่างระหว่างภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (American English) และแบบบริทิช (British English) นั้น เราสามารถสังเกตได้ตั้งแต่ตัวสะกด การออกเสียง คำศัพท์เป็นหลัก ซึ่งการฝึกเด็กพูดภาษาอังกฤษผ่านแอปพลิเคชันจากกาแลคซี่ คิดส์นั้น มาพร้อมกับภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และทำความเข้าใจภาษาอังกฤษโดยไม่สับสนระหว่างภาษาอังกฤษแบบอเมริกันและแบบบริทิช ตัวสะกด (Spelling) เพราะตัวสะกดของภาษาอังกฤษแบบอเมริกันนั้นมีความแตกต่างจากภาษาอังกฤษแบบบริทิช นั่นเป็นเพราะความแตกต่างของรากภาษา ทำให้สะกดต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงท้ายด้วย -ence/-ense, -re / -er, -ogue/-og หรือ -ogue, -our / -or, -ize หรือ -ise / -ize, -yse / -yze หรือแม้กระทั่งการสะกดท้ายคำด้วยการเพิ่ม […]
    SiteLock